ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

กะเทย โซเชลมีเดีย (Social Media) และความน่ากลัวของโลกแห่งการ “กดไลค์”

“เมื่อโลกเสมือนจริงได้ฉายภาพความเป็นไปของสังคมของผู้คนในยุคแห่งการสื่อสารไร้พรมแดน โลกเสมือนจริงจึงน่ากลัวกว่าโลกแห่งความจริงหลายเท่านัก” ชั้นไม่ได้พูดเรื่องนี้อย่างลอยไปลอยมาตามประสากะเทยที่ชอบเพ้อเจ้อเท่านั้น แต่ทุกวันนี้เราต่างใช้อินเตอร์เน็ตโดยมีเป้าหมายที่หลากหลาย ตั้งแต่การแสวงหาความบันเทิงไปจนถึงการแลกเปลี่ยนทางการค้าและบริการ เราต่างปฏิเสธไม่ได้ว่าอินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือการสื่อสารที่ทรงอิทธิพลในกระแสโลกทุนนิยม ผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตได้สร้างตัวตนเสมือนจริงที่ตนอยากเห็นหรือต้องการให้คนอื่นเห็นผ่านโลกคู่ขนานกับโลกที่เราทุกคนกำลังใช้ชีวิตอย่างวุ่นวายอยู่นี้ ตัวอย่างที่เราทุกคนอาจจะมองข้ามไปไม่ได้คือ โลกของโซเชลมีเดีย (Social Media) ซึ่งกำลังถูกบริโภคอย่างหิวกระหายในสังคมของคนชนชั้นกลาง ชั้นเป็นคนหนึ่งที่เสพความบันเทิงผ่านโลกโซเชลมีเดียด้วยเห็นว่า โซเชลมีเดียเป็นตัวกลางการสื่อสารผ่านผู้คนที่ชั้นรู้จัก ในแวดวงที่ชั้นคุ้นเคย และเป็นกระบอกเสียงให้ชั้นได้พูดในสิ่งที่ชั้นคิด 24 ชั่วโมงในโลกที่บางครั้งเสียงของคนธรรมดาคนหนึ่งถูกทำให้เงียบ


ชั้นเชื่อว่าคนจำนวนมากรู้จัก เฟชบุ๊ค (Facebook) หรือของเล่นสัญชาติอเมริกันที่ได้รับความนิยมในโลกไซเบอร์ เฟชบุ๊คกลายเป็นชุมชนออนไลน์ที่มีประชากรผู้ใช้ที่หลากหลายทั้งในเรื่องอายุ ชนชั้นอาชีพ เชื้อชาติ สัญชาติ และเพศที่ไม่จำกัดแค่เพศชายหรือหญิง ชั้นมีคนรู้จักหลายคนที่เสพเฟชบุ๊คราวกับต้องดื่มกาแฟทุกเช้า สูบบุหรี่หลังอาหาร หรือดื่มสุรายามเย็น เฟชบุ๊คกลายเป็นของเล่นในโลกทุนนิยมที่คนยอมสละเวลาวันละชั่วโมงหรือมากกว่า เพื่อนำตัวเองสู่อีกโลกที่กลายเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สำคัญของชีวิตตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน อีกทั้งเฟชบุ๊คไม่ใช่ของเล่นของคนชนชั้นกลางอย่างที่เคยเป็นอีกต่อไป เมื่อคนที่อาศัยในชนบทสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือก็เป็นอุปกรณ์ในการเชื่อมต่อโลกอินเตอร์เน็ตได้อย่างง่ายดาย 


ปรากฏการณ์ “กดไลค์” เป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นผ่านโลกของโซเชลมีเดียแห่งนี้ การกดไลค์หมายถึงการชื่นชม ชื่นชอบ เห็นด้วย ยอมรับ หรือสยบยอม ผู้ใช้เฟชบุ๊คสามารถเลือกที่จะกดไลค์ภาพหรือความคิดเห็นใดๆตามแต่ความพอใจ พูดง่ายๆคือเมื่อไม่ชอบก็จะไม่กดไลค์ เฟชบุ๊คจึงเป็นพื้นที่ของการแสดงความคิดเห็นโดยเลี่ยงบริบทแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน เพราะผู้แสดงความคิดเห็นไม่ได้อยู่ต่อหน้าเจ้าของภาพหรือเจ้าของข้อความนั้นๆ เมื่อใดใครไม่เห็นด้วยกับภาพหรือข้อความใดก็จะไม่กดไลค์หรือแสดงความคิดเห็นต่อภาพหรือข้อความนั้นอย่างไม่ต้องกลัวว่าเจ้าของภาพหรือข้อความดังกล่าวจะทำร้ายตน ผลลัพธ์ที่ร้ายที่สุดก็คงจะมีแค่การปะทะทางวาจาให้แต่ละฝ่ายพิมพ์ความคิดเห็นของตนผ่านอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีที่ตนใช้เชื่อมต่อโลกออนไลน์นี้อย่างเมื่อยล้า


เฟชบุ๊คเป็นของเล่นที่ผู้ใช้ไม่ต้องดัดจริตตามค่านิยมเรื่องการไม่เผชิญหน้าของคนไทย เพราะผู้ใช้เฟชบุ๊คไม่ต้องเผชิญหน้าใคร โดยจะแสดงความคิดเห็นของตนอย่างไรก็ได้ผ่านหน้าเฟชบุ๊คของตัวเอง ไม่ต้องรับรู้ว่าใครไม่ชอบภาพหรือข้อความของตนเพราะไม่มีปุ่มให้กดไม่ชอบ จะลบความคิดเห็นของคนที่ไม่ชอบก็ได้เมื่อคนเหล่านั้นแสดงความคิดเห็นในหน้าที่ตนเป็นเจ้าของ หรือจะตั้งค่าให้แต่คนที่เป็นเพื่อนของตนเห็นภาพหรือข้อความของตนเท่านั้นก็ได้ ผู้ใช้ไม่ต้องดัดจริตอีกต่อไปในโลกไซเบอร์แห่งนี้เพราะเมื่อใดไม่ชอบใครก็จะสามารถแสดงความคิดเห็นของตนเองอย่างไม่ต้องเกรงใจ หรือกลัวใครจะมาทำร้าย ผู้ใช้เฟชบุ๊คจึงกล้าเผชิญหน้าแสดงอำนาจอย่างที่ตนไม่สามารถทำได้ในโลกแห่งความจริง ผู้ใช้เฟชบุ๊คหลายคนคิดว่าพื้นที่ออนไลน์แห่งนี้เป็นพื้นที่ส่วนบุคคล แต่พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ส่วนบุคคลที่ไม่ลับเฉพาะบุคคล ดังนั้นพื้นที่แห่งนี้จึงเป็นพื้นที่เสรีที่คนสามารถแสดงอคติแบบไม่ปกปิดผ่านคุณค่าบรรทัดฐาน และวัฒนธรรมของสังคมกระแสหลัก ยกตัวอย่างเช่นเมื่อใดมีคนหยิบยกเรื่องสิทธิของกะเทยขึ้นมาพูด หรือภาพของกะเทยแบบตลกขบขัน เราก็มักจะเห็นข้อความแสดงความคิดเห็นที่แฝงไปด้วยอคติและความรุนแรงผ่านพื้นที่ไซเบอร์นี้อย่างตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม 


กะเทยอย่างชั้นเชื่อว่าคนไทยหลายคนคิดว่าสังคมไทยให้โอกาสกะเทย แต่ชั้นได้เรียนรู้จากพื้นที่ของโลกโซเชลมีเดียแห่งสังคมทุนนิยมนี้แล้วว่า กะเทยคงต้องทำงานกันหนักกว่าที่สังคมจะยอมรับกะเทยแบบที่กะเทยเป็น หรือแบบที่กะเทยอยากเป็น สังคมไทยบนโลกแห่งความเป็นจริงได้หลอกให้พวกเราเชื่อว่าสังคมแห่งนี้ไม่นิยมการเผชิญหน้าทำตัวเองประหนึ่งว่าใครจะเป็นเพศใดก็ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะไปยุ่ง เพราะ Your business is not my business! แต่ในความเป็นจริงที่ชั้นได้เรียนรู้ผ่านโลกเสมือนจริงนี้ ชั้นกลับได้สัมผัสประสบการณ์แบบตรงกันข้าม เพราะแท้จริงแล้วสังคมไทยยังให้ค่าของคนที่เป็นคนรักต่างเพศมากกว่าคนรักเพศเดียวกันหรือคนข้ามเพศ สังคมไทยลดทอนคุณค่าของคนที่ไม่ใช่เพศกระแสหลัก หรือคนที่ไม่ใช่หญิงหรือชายว่าเป็นคนผิดปกติ ผิดธรรมชาติ ตลกขบขัน หรือมองว่าคนที่ไม่ใช่หญิงหรือชายเป็นยอดมนุษย์เช่น สวยกว่าผู้หญิง หรือ มีพรสวรรค์กว่าหญิงหรือชายในการทำกิจกรรมบางประเภท ความคิดเห็นเหล่านี้หาอ่านได้ตามภาพ ข้อความ หรือหน้าเฟชบุ๊คที่เกี่ยวข้องกับประเด็นต่างๆที่พูดถึงกะเทยหรือเฟชบุ๊คของคนที่นิยามตัวเองว่าเป็นกะเทย สาวประเภทสอง หรือผู้หญิงข้ามเพศ


ชั้นเชื่อว่าความรุนแรงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในโลกแห่งการกดไลค์นี้ เรามักได้เห็นความรุนแรงทางกายภาพบนสังคมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงเชิงโครงสร้างแบบสังคมไทย ดังนั้นสำหรับชั้นแล้วเฟชบุ๊คของเซ็กซี่แพนเค้ก (Sexy Pancake) ที่มีคนกดไลค์เกือบครึ่งล้านจึงเป็นตัวอย่างที่ดีในสิ่งที่ชั้นได้สาธยายตามภาษากะเทยเพ้อเจ้อ เพราะคนที่กดไลค์เฟชบุ๊คของเธอไม่ได้มีแค่คนที่ให้กำลังใจและชื่นชมเธอเท่านั้น แต่ยังมีคนอีกจำนวนมากที่แสดงความคิดเห็นที่แฝงอคติ และความคิดเห็นเชิงตลกขบขันที่อ่านแล้วไม่ขำ เพราะเป็นคำพูดที่ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์


ชั้นเชื่ออย่างหนักแน่นเหลือเกินว่าเฟชบุ๊คได้ทำให้กะเทยชนบทคนหนึ่งได้มีตัวตน และเป็นพื้นที่แห่งอำนาจที่กะเทยคนนี้จะใช้สื่อสารไปยังผู้ใช้เฟชบุ๊คคนอื่นให้ได้รู้จักในตัวตนที่เธออยากเป็น แม้ว่าการการสร้างตัวตนผ่านโลกเสมือนจริงแห่งนี้มีราคาเป็นการได้รับมาซึ่งความคิดเห็นทั้งทางบวกและทางลบ เฟชบุ๊คจึงเป็นของเล่นในโลกทุนนิยมที่เปรียบเสมือนเหรียญสองด้าน ที่ผู้เล่นที่รู้จักเล่นจะได้ประโยชน์จากการใช้พื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเผชิญอคติของสังคมนิยมรักต่างเพศแบบซึ่งหน้า ซึ่งโดยมากคนเหล่านั้นมักจะเป็นคนที่ดัดจริตในโลกแห่งความจริง แต่สามารถเป็นตัวเองในโลกไซเบอร์และแสดงความคิดเห็นในทางลบแบบไม่ดัดจริตกับคนอื่นๆได้อย่างไม่คิดซ้ำสอง ชั้นคิดว่าเราต้องยกย่องในความกล้าของเซ็กซี่แพนเค้กและพยายามเข้าใจสารที่เซ็กซี่แพนเค้กกำลังสื่อถึงคนที่กดไลค์เฟชบุ๊คของเธอ เพราะในความคิดของชั้นความตลกขบขันอาจจะเป็นเปลือกนอกที่เป็นแค่ภาพตัวแทนเพียงภาพเดียวที่ถูกสมาทานจากคนในสังคมไทยกับคนที่เรียกตัวเองว่ากะเทย


ถ้ามีโอกาสได้เจอเซ็กซี่แพนเค้กชั้นอยากบอกเธอให้เธอทำในสิ่งที่เธอเชื่อว่าเธอเป็น เพราะเธอเป็นคนที่เต็มไปด้วยความเข้มแข็งจากภายใน ที่สำหรับชั้นแล้วความเข้มแข็งภายในคือสมบัติสำคัญของบุคคลมากกว่ารูปลักษณะภายนอกของคนคนนั้น ความเข้มแข็งภายในช่วยสร้างพลังเชิงบวกให้กะเทยมองตัวเองในมุมบวก และความเข้มแข็งภายในนี้เองที่ทำให้กะเทยหลายคนยืดหยัดในสิ่งที่ตนเป็นโดยไม่สนใจกับความคิดเห็นที่แฝงไปด้วยอคติของคนในสังคม "หน้าไหว้หลังหลอก" แห่งนี้


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

หยุด "กลัว" กะเทย

“เกิดเป็นกะเทยเสียชาติเกิด” “กรรมเก่า … ทำความดีในชาตินี้จะได้เกิดเป็นชายจริงหญิงแท้ในชาติหน้า” “กะเทยควาย กะเทยหัวโปก กะเทยลูกเจี๊ยบ …” “กะเทยห้ามบวช ห้ามเป็นทหาร ห้ามเป็นหมอ ห้ามเป็นครูอาจารย์ ห้ามแต่งหญิงในที่ทำงาน!!!” “กะเทยต้องแต่งหน้า ทำผมเก่ง เต้นเก่ง และ “โม๊ก” เก่ง … ต้องตลก และมีอารมณ์ขัน” ฉันเชื่อว่ากะเทยหลายคนเติบโตมากับเสียงสะท้อนเหล่านี้จากสังคม คนรอบข้าง และจากเพื่อนกะเทยด้วยกัน หลายครั้งชีวิตของคนคนหนึ่งไม่ได้มีอิสระในการเลือกตามความเข้าใจของพวกเรา เมื่อ “ความเป็นเรา” ถูกทำให้เป็นอื่น หรือ “แปลก” และ “แตกต่าง” ความเป็นเราจึงถูกจำกัดทำให้บางครั้งคนคนหนึ่งไม่สามารถเลือกได้ว่า จะใช้ชีวิตแบบใด หรือมีความสนใจในเรื่องใด เพราะเขาหรือเธอไม่อยาก “แปลก” หรือให้ใครเห็นว่าพวกเขา“ต่าง” จากคนอื่นๆ เมื่อการเป็นกะเทยถูกทำให้เป็นเรื่อง “แปลก” ในสังคมไทยที่พร้อมจะตัดสินความแปลกเป็นความ“ผิด” หรือ “ผิดปกติ” เสียงสะท้อนจากสังคม คนรอบข้าง รวมถึงกะเทยคนอื่นๆ จึงจำกัดจินตนาการ และวิถีชีวิตที่หลากหลายของการใช้ชีวิตเป็นมนุษย์ นอกจากนี้การตัดสินว่ากะเทยคนหนึ่งต้องทำหรือไม่ทำอ...

กะเทยเลส : "ชาย" "หญิง" หรือ "ใคร"

สังคมไทยเป็นสังคมรักต่างเพศนิยมแบบเห็นได้ชัดจากกรณีข่าวดังของกะเทยเลส ซึ่งเปิดตัวผ่านสื่อว่า "ฉันคือกะเทยที่ชอบผู้หญิง" ถ้าได้ติดตามอ่านข่าว และโพสตามหน้าเฟชบุ๊คในเพจต่างๆ จะทราบว่าโพสเรื่องกะเทยเลสจะเต็มไปด้วยความเห็นที่หลากหลายในแบบเห็นด้วย และเห็นต่าง สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือ ความเห็นแบบเห็นต่างที่แฝงไปด้วยความรุนแรง และการตัดสินที่แฝงไปด้วยอคติ แสดงให้เห็นว่า สังคมไทยและวัฒนธรรมไทยทำให้คนพร้อมที่จะตัดสินคนคนหนึ่งที่มีความต่างในเรื่องเพศวิถี ที่ต่างไปจากบรรทัดฐานของสังคมรักต่างเพศนิยม เพราะกะเทยชอบผู้หญิงถูกมองว่าผิด แปลก และต้องได้รับการลงโทษที่ไม่ใช้การลงโทษทางกายให้เจ็บปวด แต่เป็นการลงโทษที่แนบเนียนกว่า นั่นคือ การลงโทษด้วยการตัดสิน และเห็นว่าความต่างคือความแปลก และไม่เหมาะสม เมื่อกะเทยเลสจะชอบผู้หญิง และกลายเป็นพฤติกรรมที่คนในสังคมจับจ้อง และพยายามจัดการควบคุม เพราะหลายคนเห็นว่ากะเทยอยากเป็นผู้หญิง กะเทยจะเป็นปกติต้องชอบผู้ชายเท่านั้น กะเทยจะชอบผู้หญิงจึงเป็นเรื่องไม่ปกติ หลายคนคงลืมคิดไปว่าเพศวิถีเป็นสิทธิฯ ใครจะรักใครจึงเป็นสิทธิ และความสุขของคนคนนั้น ไม่น่าแปลกใจว...

Beyond Visibility: Pose ในแง่มุมที่มากกว่าการสร้าง "ภาพปรากฏ" ของผู้หญิงข้ามเพศบนจอแก้ว

“ รู้ใช่หรือไม่ว่ามันหมายถึงอะไร การที่เราสามารถอยู่บนโลกที่มีแต่ผู้หญิงและผู้ชาย โลกของคนผิวขาว ที่ทุกคนพยายามแสวงหาความฝันของอเมริกันชน แต่พวกเราไม่เคยเข้าถึงความฝันนั้นเลย ไม่ใช่เพราะเราทำมันไม่ได้นะ เชื่อฉันเถอะ ฉันหมายความว่า … ทำไมเธอจะไม่พยายามทำตามฝันนั้นล่ะ ? แค่เธอขยับตัวเต้นให้คนทั้งโลกได้เห็น ? โลกอาจจะยอมรับคนแบบเราก็ได้ ?”  Blanca พูดเพื่อให้กำลังใจกับ Damon ชายหนุ่มแอฟริกันอเมริกันอายุ 17 ปี ที่หนีออกจากบ้านที่พ่อแม่ไม่ยอมรับเขาที่เป็นเกย์ และได้เดินทางมานิวยอร์ก จนมาพบกับ Blanca ซึ่งเป็นผู้หญิงข้ามเพศที่เปิดบ้านของเธอในฐานะผู้ปกครองของเขา บทพูดนี้เป็นบทพูดก่อนที่ Damon จะเปิดตัวในงานบอลรูม (Ballroom) งานแรกของเขา ฉากนี้เป็นฉากหนึ่งในภาพยนตร์ซีรีส์เรื่อง Pose สะท้อนให้ผู้ชมเห็นถึงสังคมอเมริกาในปลายยุค 80 ยุคที่กำลังมีการระบาดของเชื้อเอชไอวี การเลือกปฎิบัติเชิงโครงสร้างต่อคนผิวสี และการกีดกันต่อคนที่มีความหลากหลายทางเพศ     Pose เป็นซีรีส์ที่สร้างประวัติศาสตร์สำคัญ เพราะเป็นซีรีส์ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง FX ที่ได้รวบรวมนักแสดงที...